Breaking News
Home / ข่าวการศึกษา / รายงานพิเศษ : ‘โอเน็ต-9วิชา’โหดหิน? จึงต้องรื้อทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘โอเน็ต-9วิชา’โหดหิน? จึงต้องรื้อทั้งระบบ

เป็นปัญหาต่อเนื่องในระยะหลายปีมานี้กับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต โดยเฉพาะข้อสอบสำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่จะต้องนำผลไปใช้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

ที่ว่าเป็นปัญหา ก็คือพบว่าทั้งโอเน็ตและข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชานักเรียนทำไม่ได้ คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งเกือบทุกวิชา

หรือเรียกว่าตกกันกราวรูด

ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นปัญหาคุณภาพการศึกษา หรือเกิดจากตัวข้อสอบสุดหินเกินไปกันแน่ อย่างที่ถูกนำมาเผยแพร่ฮือฮาอยู่ในโซเชียลมีเดีย

และดูเหมือนหนึ่งในจำเลยของเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องของข้อสอบ กระทั่ง “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์”รมช.ศึกษาธิการ ยอมรับว่า ภาพรวมข้อสอบโอเน็ตของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ.ค่อนข้างยาก ต้องมีการปรับปรุงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ การกำหนดมาตรฐานหลักสูตร กลางน้ำ การจัดการเรียนการสอน และปลายน้ำ การวัดประเมินผล

ลองมาฟังมุมมองในประเด็นนี้จาก “บัญชา ชลาภิรมย์” คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นว่าการทดสอบโอเน็ตควรเป็นการวัดมาตรฐานของเด็กให้ได้ว่า เด็กในแต่ละช่วงชั้นควรรู้เรื่องอะไร เป็นมาตรฐานเดียวกัน หากเด็กสอบผ่านคือผ่าน ไม่ใช่เมื่อเด็กสอบผ่านก็เพิ่มลำดับความยากของข้อสอบขึ้นไปเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนั้นจะไม่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กได้อย่างแท้จริง

พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่า ในการปรับปรุงข้อสอบโอเน็ตและทั้ง 9 วิชาสามัญ นอกจากต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการมาประเมินการทดสอบแล้ว ควรเชิญตัวแทนครูผู้สอนจากทั่วประเทศมาร่วมวิพากษ์วิจารณ์ข้อสอบ เพราะครูเป็นผู้ที่อยู่ในห้องเรียนและใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้ออกข้อสอบและครูผู้สอนควรพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสื่อสารว่าต้องการให้เด็กรู้เรื่องไหน และครูต้องสอนอะไรให้เด็ก จะทำให้การออกข้อสอบตรงกับสิ่งที่ต้องการวัดความสามารถของเด็ก คนออกข้อสอบต้องระมัดระวังว่าข้อสอบที่ออกมาจะต้องเพิ่มความรู้และสามารถฝึกการคิดวิเคราะห์ให้กับเด็กได้อย่างแท้จริง

“ดร.ธีรวิทย์ ภิญโญณัฐกานต์” อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ให้ความเห็นว่า การออกข้อสอบโอเน็ตยังมีสิ่งต้องปรับปรุงอีกมาก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านการปฏิรูประบบการศึกษาของไทย ข้อสอบโอเน็ตจึงใช้การออกข้อสอบแบบโรงเรียนนานาชาติ ที่เรียกว่าพิซ่า (PISA) มุ่งเน้นไปที่การให้นักเรียนรู้จักคิดและวิเคราะห์เป็นหลัก แต่เนื่องจากระบบการศึกษาชั้นมัธยมปลายของไทยยังไม่ได้ปูพื้นฐานในรูปแบบนี้มาก่อน จึงทำให้ผลการสอบโอเน็ตที่ผ่านมามีวิชาภาษาไทยวิชาเดียวที่เด็กนักเรียนสอบได้เกิน 50% นอกจากนั้นต่ำกว่า 50% ทั้งหมด ดร.ธีรวิทย์ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อสอบยากหรือง่ายเกินไป เพียงแต่ระบบการศึกษาของไทยยังไม่ปฏิรูปตัวเองให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีเพียงโรงเรียนขนาดใหญ่ในตัวเมืองเท่านั้นที่ปรับหลักสูตรได้ดี ทำให้นักเรียนในเมืองสอบได้คะแนนสูง ขณะที่เด็กในชนบทสอบได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อประเมินผลรวมทั้งประเทศจึงทำให้คะแนนเฉลี่ยต่ำอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะฉะนั้นหลักสูตรการเรียนการสอนของไทยยังต้องปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะทักษะการเรียนการสอนในทศวรรษที่ 21 ซึ่งจะเน้นไปที่ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ, ความรู้ด้านเศรษฐกิจ, การเงิน, การเป็นผู้ประกอบการ, ความรู้พื้นฐานด้านพลเมือง และความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยสนับสนุนการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในประเทศไทยยังไม่พร้อมเลย

ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการปฏิรูประบบการศึกษาเท่านั้น โดยเฉพาะนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ถ้าจับประเด็นไม่ถูก จะเสียหายทันที กลายเป็นว่าลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเล่นเสียมากกว่า ซึ่งเราได้นำแนวความคิดนี้มาจากประเทศสิงคโปร์ที่ใช้มานานแล้ว ในชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Teach less, learn more คือ สอนน้อย แต่เรียนรู้ให้มาก ให้เด็กไปเรียนรู้นอกห้องเรียนให้มาก เพื่อให้รู้จักคิด วิเคราะห์ มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย รู้จักเผชิญสถานการณ์ จึงทำให้การศึกษาของสิงคโปร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ของไทยนั้นครู-อาจารย์ยังไม่ปฏิรูปตัวเองเลย ก็นำเอารูปแบบลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้มาใช้แล้ว ซึ่งอาจจะกลายเป็นดาบสองคมได้

ผลการสอบ O-NET จึงสะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษาไทยได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ “สุพร ชัยเดชสุริยะ” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม กล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายค่อยๆ พิจารณาข้อดีและข้อเสียของข้อสอบโอเน็ต อย่าเพิ่งตัดสินตามกระแส ข้อสอบโอเน็ตคือการทดสอบความรู้รวบยอดของเด็ก สาเหตุที่ข้อสอบมีความยาก เนื่องจากต้องการให้เด็กคิดและวิเคราะห์เป็น แต่หากข้อสอบออกมาแล้วไม่ชัดเจน มีหลายคำตอบที่กำกวม จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เหมือนในขณะนี้

เรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้ปรับปรุงข้อสอบโอเน็ต ผอ.สุพรบอกว่า ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เพราะต้องเห็นแนวทางที่ชัดเจนเสียก่อน อยากให้เชิญครูมาร่วมพิจารณาข้อสอบ รวมถึงคะแนนสอบย้อนหลังที่ผ่านมา เพราะผู้ออกข้อสอบควรเป็นผู้ที่สอนเด็กจริงเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และอยากให้เพิ่มการประเมินเด็กด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการใช้คะแนนสอบด้วย โดยแทรกอยู่ในเนื้อหาการเรียน อาทิ การทำกิจกรรม แบบฝึกหัด เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกเครียดกับการสอบมากเกินไป

“บุญเสริญ สุริยา”
ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เห็นว่าปรับมาตรฐานโอเน็ตคงไม่มีผลกระทบต่อหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนยุพราช ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ แต่จะเข้มงวดเนื้อหาวิชาสอบ 9 วิชาให้ลงลึกมากขึ้น เพราะสอบถามนักเรียนที่เข้าสอบ ปรากฏว่าบางวิชายากและลงลึกในรายละเอียด จึงต้องปรับให้เป็นหลักสูตรแบบเข้มขันและเหมาะสมกับนักเรียน

ด้านฝั่งนักเรียนผู้สอบโอเน็ต อย่าง “ฉัตริน มณีเฑียร” หรือปิงปอง นักเรียนโรงเรียนยุพราชฯ ชั้น ม.6/1 ซึ่งสอบผ่านโอเน็ต เข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีนี้ข้อสอบโอเน็ตครอบคลุมทุกเนื้อหาวิชา นักเรียนสายวิทย์ส่วนใหญ่ทำได้ เช่น วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี แต่ข้อสอบบางอย่าง เช่น ธรณีวิทยาและดาราศาสตร์ เป็นข้อสอบค่อนข้างยาก ลงลึกรายละเอียดเนื้อหามาก หากมีการปรับข้อสอบหรือบอกแนวข้อสอบก่อนเข้าสอบ น่าเป็นผลดีต่อผู้เข้าสอบโอเน็ตปีการศึกษาหน้าหรือรุ่นถัดไป แต่การสอบโอเน็ตปีนี้ถือเป็นการวัดความรู้ความสามารถนักเรียนแท้จริง แม้บางวิชาค่อนข้างยากก็ตาม

“ศุภณัฏฐ์ คัมภิรานนท์” นักเรียนชั้น ม.6/2 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อสอบบางรายวิชา เช่น ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีข้อสอบให้ถึง 16 คำตอบ แต่บางคนไม่รู้ว่าให้ตอบได้กี่ข้อ จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจและทำข้อสอบไม่ได้

อีกทั้งวิชาสังคมศึกษาซึ่งมีความกว้างของข้อสอบมาก จนเกินกว่าที่นักเรียนได้เรียนรู้มา ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากให้ปรับในส่วนนี้ด้วย

ที่มา มติชนออนไลน์

About koung