Breaking News
Home / ข่าวการศึกษา / คลอดแผนงานบริหารอาชีวะ ปรับสัดส่วนสายอาชีพกับสายสามัญอยู่ที่ 42 : 58 โอนทรัพย์สิน-คน-เงิน ชี้รวมแล้วคล่องตัว-เพิ่มประสิทธิภาพ

คลอดแผนงานบริหารอาชีวะ ปรับสัดส่วนสายอาชีพกับสายสามัญอยู่ที่ 42 : 58 โอนทรัพย์สิน-คน-เงิน ชี้รวมแล้วคล่องตัว-เพิ่มประสิทธิภาพ

คลอดแผนงานบริหารอาชีวะ

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้แทน อาชีวศึกษาเอกชน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 8/2559 เรื่อง การบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐ และภาคเอกชน ระบุว่าเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษา และการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกิดประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย ศธ.ในการรวมการบริหารจัดการสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีความคล่องตัวยิ่งขึ้นเป็นกรณีจําเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านการศึกษา อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง คสช.เบื้องต้นแบ่งเป็น 4 ระยะ

นายชัยพฤกษ์กล่าวอีกว่า ระยะแรก ดำเนินการทันทีในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นอย่างราบรื่น ไม่สะดุด โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจ ทรัพย์สิน งบประมาณ บุคลากร ฯลฯ ซึ่งจะจัดทำประกาศ ศธ.เสนอ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนาม ให้การบริหารงานคล่องตัว ระยะที่ 2 เดือนมีนาคม-เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญที่นักเรียน นักศึกษาจะจบการศึกษา จึงต้องระวังไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก เป็นช่วงที่ต้องเร่งบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เข้าสู่ระยะที่ 3 เดือนพฤษภาคม-กันยายน ถือเป็นการรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ โดยจะวางแผนการรับนักศึกษารวมกัน ทั้งอาชีวะรัฐ เอกชน รวมถึง สพฐ.ด้วย โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการรับนักเรียนสายอาชีพกับสายสามัญอยู่ที่ 42 : 58 โดยใน 42% อาชีวะศึกษาในแต่ละจังหวัดจะต้องคุยกันว่าจะส่งต่อเด็กกันอย่างไร รวมถึง เตรียมแผนพัฒนาการจัดการศึกษา และวางแผนด้านงบฯ ร่วมกันในระยะที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

“ส่วนการบริหารงานในระดับพื้นที่นั้น ช่วงแรกขอความร่วมมือให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และจังหวัด ช่วยดูแลไปก่อน และจะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านมาอยู่ในการกำกับดูแลของ สอศ.เต็มรูปแบบภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ตามแผนที่วางไว้ ส่วนการบริหารงานในส่วนกลาง การประสานงาน จะคล่องตัวขึ้น เชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ การรวมสถานศึกษาอาชีวะรัฐ และเอกชนครั้งนี้ จะไม่กระทบกับการจัดการเรียนการสอน และไม่ทำให้การบริหารงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสะดุด แต่รวมตัวเพื่อให้การพัฒนาการจัดการศึกษาเกิดประสิทธิภาพ” นายชัยพฤกษ์กล่าว

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/35958

About admin