Breaking News
Home / เก็บจากสื่อ / กรรมการแม่น้ำโขงเผยภาพรวมแก้ปัญหาน้ำยังย่ำอยู่กับที่

กรรมการแม่น้ำโขงเผยภาพรวมแก้ปัญหาน้ำยังย่ำอยู่กับที่

meakhong

กรรมการแม่น้ำโขงเผยภาพรวมแก้ปัญหาน้ำยังย่ำอยู่กับที่ การร่วมมือในระดับกับจีนยังไม่ได้ผล แก้ปัญหาไม่ตรงจุดและซ้ำซ้อน การจัดการภายในประเทศยังไม่รอบด้าน เตือนภาครัฐแจงข้อมูลเรื่องน้ำแก่ประชาชนให้ครบถ้วนนายชัยยุทธ สุขศรี กรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ซึ่งเป็นคณะทำงานกำกับดูแลแม่น้ำโขงในประเทศไทยเพื่อไปประสานงานกับคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขง (MRC) องค์กรกลางระหว่าง 4 ประเทศ ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของกรรมการแม่น้ำโขงฯ และเอ็มอาร์ซี หลังชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างได้รับผลกระทบจากการกักเก็บและปล่อยน้ำจากเขื่อนในประเทศจีน

ชัยยุทธเผยว่าเขื่อนในมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งอยู่บนแม่น้ำโขงตอนบน เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และน้ำที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้าจะถูกปล่อยออกมาเพื่อการเดินเรือขนส่งสินค้าของจีน ซึ่งการปล่อยน้ำตามการควบคุมของจีนทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำโขงเกิดความเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อยู่ท้ายน้ำจริง ที่ผ่านมา กรรมการแม่น้ำโขงประสานงานกับเอ็มอาร์ซีเพื่อกำหนดระเบียบการใช้น้ำร่วมกัน และพยายามเรียกร้องข้อมูลการจัดการน้ำจากจีน แต่มีอุปสรรคที่การติดตามผลกระทบข้ามพรมแดนทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมายของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แม้จะมีการเจรจาเพื่อกำหนดกติกากลางนับตั้งแต่ก่อตั้งเอ็มอาร์ซีเมื่อปี 2538 แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะมีเรื่องผลประโยชน์ข้ามประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง การเจรจาต่อรองจึงล่าช้า และการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีผู้รับตำแหน่งประธานคณะมนตรี คณะกรรมการแม่น้ำโขงของไทย ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระทบต่อความต่อเนื่องในการทำงานของกรรมการแม่น้ำโขงและเอ็มอาร์ซีด้วย

เขาบอกอีกว่า การประชุมความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างระหว่างรัฐบาลกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและจีนซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-24 มี.ค.ที่ผ่านมา อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง เพราะกลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสนอต่อที่ประชุม ยังเน้นที่ประเด็นการจัดการภายในประเทศ แต่ระดับระหว่างประเทศยังไม่มีแนวทางเป็นรูปธรรมชัดเจน และจะซ้ำซ้อนกับการทำงานของเอ็มอาร์ซี อีกทั้งรัฐบาลประเทศลุ่มแม่น้ำโขงก็มิได้เปิดเผยเงื่อนไขที่นำไปเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับรัฐบาลจีนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ปัญหาในลุ่มแม่น้ำโขงของไทยไม่ได้เกิดจากจีนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสถานการณ์น้ำภายในประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำในแม่น้ำสาขาและการจัดการน้ำในเขื่อนของไทย ซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะเวลาน้ำท่วมและน้ำแล้ง แต่ไม่ได้คำนึงถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากหน้าแล้งสู่หน้าน้ำ โดยหน่วยงานรับผิดชอบด้านการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำภายในประเทศก็ไม่ได้แจ้งเตือนให้รัฐบาลหรือประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยแล้งล่วงหน้า

ชัยยุทธยกตัวอย่างสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิต์ที่มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 หลังจากรัฐบาลในขณะนั้นมีคำสั่งปล่อยน้ำในเขื่อนทั้งสองแห่งหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่เป็นการสั่งปล่อยน้ำที่ไม่ได้อยู่บนฐานวิชาการ และไม่มีการทักท้วงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทำให้น้ำในเขื่อนลดลงจากประมาณ 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลืออยู่เพียงประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในปัจจุบัน เพราะฝนตกไม่มากพอที่จะเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันออกมาตรการลดการบริโภคน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรที่ต้องใช้น้ำถึงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่มาตรการดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรที่ต้องผลิตอาหารเพื่อคนในสังคมและเพื่อดำรงชีวิตตนเอง

ด้วยเหตุนี้ เขาระบุว่า ภาครัฐของไทยต้องถอดบทเรียนที่เคยผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความรู้เรื่องน้ำที่ไม่ครบถ้วน หรือกรณีเขื่อนปากมูลซึ่งทุ่มงบประมาณไปมากมายแต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง และส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ทั้งยังจะต้องรับฟังปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับการดูแลจากภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนอาจต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตบางอย่างไม่อาจย้อนกลับไปได้แล้ว ต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้าง และควรมีทางเลือกมาเสนอในการเจรจาต่อรองแทนการคัดค้านในทุกกรณี

 

About admin