Breaking News
Home / ข่าวการศึกษา / ‘น.ร.อ่านไม่ออก’ ก็ใช่ว่าเป็น ‘เด็กแอลดี’ เสมอไป

‘น.ร.อ่านไม่ออก’ ก็ใช่ว่าเป็น ‘เด็กแอลดี’ เสมอไป

ควรมองกันใหม่…และให้โอกาสเด็กๆ นักเรียนนะครับ
คุณครูและผู้บริหารเองก็ควรตระหนัก “ไม่มีเด็กไม่รู้่ มีแต่ครูไม่สอน” เจ็บหน่อยแต่จริง อย่าผลักให้เด็กหลังห้อง เป็นเด็ก LD คุณครูและผู้บริหารควรใส่ใจเด็กเหล่านี้ให้มากขึ้น เหตุผลหรือปัญหาของเด็กที่ไม่อยากเรียนหนังสือ มีหลายสาเหตุ อาจเกิดจากปัญหาครอบครัว หรืออะไรก็แล้วแต่….
แต่ท่านทั้งหลายควรศึกษาแบบคัดกรองให้ชัดเจน อย่ายัดเยียดให้เด็กเหล่านั้นเป็นเด็ก LD เลยครับ
……………………………………………………………………………………………………………………………..

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดภายหลังการประชุม กอปศ. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปฏิรูปการศึกษาคนพิการโดยกลุ่มนี้มีหลายประเภท ควรได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม ซึ่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… อาจต้องทำเป็นแผนการศึกษาเฉพาะกลุ่มคนพิการ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสกศ. กล่าวว่า ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พูดถึง 3 กลุ่มคือกลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ที่ผ่านมาการศึกษาเพื่อคนพิการก้าวหน้ามากขึ้น แต่สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มดังกล่าวได้ ทั้งนี้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส จะตั้งชื่อใหม่ว่าบุคคลที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งจะมีขอบเขตที่กว้างขึ้น โดยหลักการจะเน้นดูแลตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีเป้าหมายเน้นเรื่องการเรียนรวมและพัฒนาให้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ น.ส.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธาน กอปศ. กล่าวว่า ตามกฎหมายคนพิการเดิมมี 9 ประเภท แต่ กอปศ. เพิ่มประเภทความพิการเข้าไปอีกหนึ่งประเภท คือ กลุ่มคนพิการหูหนวกและตาบอดซึ่งก่อนนี้เป็นกลุ่มคนพิการซ้อน อีกทั้งยังมีกลุ่มเด็กพิการที่ไม่เด่นชัด เช่น เด็กบกพร่องในการเรียนรู้(LD) เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม เด็กออทิกติก เด็กที่มีปัญหาทางการพูดสื่อสาร และเด็กสมาธิสั้น เป็นต้น ปัจจุบันมีปัญหาการคัดกรอง ที่ผ่านมาเป็นการคัดกรองเพื่อวินิจฉัย ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือ และมีการวินิจฉัยผิดพลาด เพราะไม่มีกระบวนการวินิจฉัยที่เที่ยงตรงตามหลักสากล เนื่องจากศธ.ให้ครูประเมิน ทำให้เด็กส่วนมากถูกคัดกรองไปอยู่ในกลุ่มเด็ก LD ปัญหาที่ตามมาคือ เด็ก LD ไม่ต้องสอบโอเน็ต โรงเรียนมีแนวโน้มที่จะผลักเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่ในกลุ่มเด็ก LD นอกจากนี้โรงเรียนยังได้เงินหัวละ 2,000 บาท น.ส.ดารณี กล่าวต่อว่า ต้องปรับระบบการศึกษาแบบเรียนรวม ให้เด็กเรียนรู้ร่วมกับนักเรียนคนอื่นได้ หลักสูตรต้องยืดหยุ่น การวัดประเมินผลต้องปรับให้สอดคล้องกับความบกพร่องและความพิการของเด็ก ขณะเดียวต้องมีห้องเรียนเฉพาะความพิการที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนปกติ เพื่อสามารถเคลื่อนเด็กเข้าสู่ห้องเรียนรวมได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องเลือกโรงเรียนที่พร้อมมีห้องการศึกษาสำหรับเด็กพิการกลุ่มนี้ และต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกเขตพื้นที่ฯ อีกทั้งต้องมีนักจิตวิทยาโรงเรียน โดยอบรมให้ครูแนะแนวเป็นนักจิตวิทยาโรงเรียนที่สามารถช่วยคัดกรอง วินิจฉัย และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :https://www.matichon.co.th/education/news_966191

About webmaster